ล่าระทึก! 2 โจ๋พกยาไอซ์ซิ่งจยย.แหกด่าน-ชนอาสาสมัครตำรวจ ป่วนเมืองพัทยา

 เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ขณะที่ ร.ต.อ.วุฒิกรณ์ ปลอดโปร่ง รอง สวป. สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจและอาสาสมัคร ตั้งด่านตรวจค้นบุคคลต้องสงสัย เพื่อหาสิ่งของผิดกฎหมาย บริเวณถนนสาย 3 พัทยาเหนือ ม.5 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ตามนโยบาย พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก. ต่อมาเจ้าหน้าที่พบผู้ต้องสงสัยเป็นวัยรุ่นจำนวน 2 คน ทราบชื่อคือนายเพิ่มทรัพย์ บุตรสะ อายุ 18 ปี คนขับ โดยมีนายจักรกฤษ อัมไพชา อายุ 19 ปี นั่งซ้อนท้ายขับขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ สีแดง ทะเบียน จมว 246 ชลบุรี แสดงท่าทีมีพิรุธเมื่อเห็นด่านตรวจ เจ้าหน้าที่จึงเรียกเพื่อขอตรวจค้น ปรากฏว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คน ไม่ยอมให้ตรวจค้น กลับเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์ฝ่าด่านตรวจหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามไปอย่างกระชั้นชิด พร้อมกับแจ้งลูกข่ายสกัดจับตามเส้นทางหลบหนี เมื่อมาถึงบริเวณหน้าห้างนำชัย โฮมอิเล็คทรอนิค ถนนสุขุมวิทพัทยากลาง จากนั้น ผู้ต้องสงสัยเร่งเครื่องชนเจ้าหน้าที่อาสาสมัครตำรวจจำนวน 2 นาย ที่กำลังดักจับกุมอยู่จนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ก่อนที่รถจักรยานยนต์ผู้ต้องสงสัยจะเสียหลักพลิกคว่ำ และถูกเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมเอาไว้ได้ โดยผู้ต้องสงสัย หลบหนีวนรอบเมืองพัทยาเป็นระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร

ตรวจสอบบริเวณซอย 51 สุขุมวิท ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ต้องสงสัยหลบหนีผ่านมา พบยาไอซ์จำนวน 3 ถุง ถูกบรรจุอยู่ในซองบุหรี่ ยี่ห้อแอลเอ็ม ตกอยู่ที่พื้นบริเวณกระถางต้นไม้ โดยผู้ต้องสงสัยยังให้การปฏิเสธว่ายาไอซ์ดังกล่าวไม่ใช่ของตนเอง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ กล่าวว่า เบื้องต้นยืนยันได้ว่ายาไอซ์ดังกล่าว เป็นของผู้ต้องสงสัยจริง ในระหว่างหลบหนี นายจักรกฤษคนนั่งซ้อนท้ายเป็นผู้ขว้างยาไอซ์ดังกล่าวทิ้งข้างถนน อย่างไรก็ตาม คงจะต้องนำภาพกล้อวงจรปิดบริเวณจุดเกิดเหตุ พร้อมกับนำยาไอซ์ ส่งตรวจหาดีเอ็นเอเพื่อเอาผิดกับผู้ต้องสงสัยต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

รวบรองผอ.แบงค์ขับรถส่งยาไอซ์ครึ่งก.ก. ตร.รวบคาเก๋งขณะรับของกลางริมโขง

 เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. เจ้าหน้าที่ทหารพราน อำนวยการโดย พ.อ.นิสิต สมานมิตร ผบ.ฉก.กรม ทพ.21 จังหวัดเลย สั่งการให้ ร.อ.สำรวย สร้อยจักร ผบ.ร้อย ทพ.2106 อ.ปากชม จ.เลย พร้อมด้วย พ.ต.ต.วิบูลย์ นนทะแสง สว.สส.สภ.ปากชม ตชด.2412 นำกำลังออกตรวจพื้นที่บริเวณถนนสาย อ.ปากชม อ.สังคม จ.หนองคาย พื้นที่บ้านโนนสวรรค์ หมู่ 8 ต.ห้วยพิชัย อ.ปากชม ขณะที่ตรวจไปพื้นที่บ้านโนนสวรรค์ หมู่ 8 ต.ห้วยพิชัย พบรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค สีน้ำตาลทะเบียน 3 กฬ2860 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ริมถนนสายริมโขงลักษณะต้องสงสัย คนขับรถยนต์เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ขึ้นรถพยายามขับหลบหนี ทางเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวไว้ได้ ทราบชื่อนายกมล หงษ์สุวงค์ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100/370 หมู่1 ต.คลองหลวงแพ่ง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา  จากการตรวจค้นภายในรถ พบห่อพลาสติกสีดำวางอยู่บนเบาะหลังรถ เมื่อเปิดออกดูพบเป็นยาไอซ์หนักครึ่งกิโลกรัม และพบบัตรพนักงานของนายกมล หงษ์สุวงค์ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการแผนกไอที ธนาคารยูโอบี สำนักงานใหญ่ ชุดจับกุมจึงควบคุมตัวพร้อมของกลางมาสอบสวนที่กองร้อยทหารพรานที่ 2106 อ.ปากชม จากการสอบสวนนายกมล รับสารภาพว่า ตนเองทำงานอยู่ที่ธนาคารยูโอบี เป็นรองผอ.แผนกไอที ไปทำธุระที่จังหวัดหนองคาย ขากลับคนรู้จักวานให้มารับยาไอซ์ที่อ.ปากชมไปส่งที่กรุงเทพ โดยไม่ได้ค่าจ้าง ทำเป็นครั้งแรก แต่ทางทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่านายกมลมีภรรยาเป็นคนลาว เข้าออกประเทศลาวทางด่าน จ.หนองคาย อยู่เป็นประจำ และมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด นำตัวพร้อมของกลางส่ง พงส.สภ.ปากชม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ต่อมา ร.อ.สำรวย สร้อยจักร ผบ.ร้อย ทพ.2106 นำตัวนายกลม มาสอบสวนและทำการขยายผล โดยนายกมลรับสารภาพว่า ยาไอซ์เป็นของนายสุนันท์ บุตนันท์ อายุ 52 ปี อยู่ที่ 138 หมู่ 3 ต.หาดคัมภียร์ อ.ปาชม จ.เลย ซึ่งรู้จักกับภรรยาชาวลาวของตน แต่ตนเองไม่รู้จักและไม่เคยเห็นหน้า ให้ตนมารับยาไอซ์ไปส่งกรุงเทพ โดยนัดหมายส่งกันที่ริมโขงถนนสาย อ.ปากชม อ.สังคม พื้นที่ บ้านโนนสวรรค์ หมู่ 8 ต.ห้วยพิชัย โดยจะประสานงานกันทางโทรศัพท์เท่านั้น รับยาไอซ์แล้วกำลังเดินทางกลับเส้นทางอ.เชียงคาน มุ่งหน้า จ.เพชรบูรณ์ กลับกรุงเทพ แต่มาโดนจับเสียก่อน

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ไปยังที่บ้านเลขที่ 138 หมู่ 3 ต.หาดคัมภีร์ อ.ปาชม จ.เลย ซึ่งเป็นบ้านของนายสุนันท์ปรากฏว่าไม่พบตัว พบแต่ภรรยาและลูกสะใภ้ของนายสุนันท์ ให้การว่า นายสุนันท์ไปทำไร่ตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น จนถึงเช้านี้ยังไม่ได้กลับมาบ้านเลย และไม่ทราบเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานไปยัง พงส.สภ.ปากชม เพื่อขอออกหมายเรียกตัวนายสุนันท์ เพื่อมาสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

ที่มา>>>ข่าวสด

คอมมานโดกองปราบสนธิทหารบุกค้นยาฯ ย่านอินทามระ 10 ได้ผู้ต้องหาหลายราย

ตำรวจคอมมานโด กองปราบปราม สนธิกำลังร่วม ร่วมกับทหารกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และ ป.ป.ส. ในการเข้าตรวจค้น ปราบปรามยาเสพติดและอาวุธสงครามในย่านอินทามระ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยรวม 12 คน…

เมื่อเช้าวันที่ 30 พ.ค.2559 ตำรวจคอมมานโดกองปราบปราม สนธิกำลังร่วม ร่วมกับทหารกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. รวม 1 กองร้อย นำกำลังเข้าตรวจค้นภายในซอยอินทามระ 10 ซึ่งเป็น 1 ใน 499 ชุมชนตามแผนประชารัฐร่วมใจ ต้านภัยยาเสพติด ที่พบข้อมูลว่ามีการแพร่ระบาดของยาเสพติดนางสาวจันทร์เพ็ญ จิตร์วิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กรุงเทพมหานคร ของ ป.ป.ส. ระบุว่าการทำงานครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของทั้ง 3 หน่วยงาน ในการเข้าไปกดดันกลุ่มผู้ค้าให้หมดจากพื้นที่ และนำตัวกลุ่มผู้เสพออกมาบำบัดรักษา ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ป.ป.ส. กทม. สามารถเข้าจู่โจมตรวจค้นเพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในลักษณะนี้ได้แล้ว 378 ชุมชน

ขณะที่ พันตำรวจเอกต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการปราบปราม (คอมมานโด) กล่าวว่า พอใจสำหรับผลปฏิบัติการที่ออกมา ที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใดตำรวจคอมมานโดกองปราบปราม สนธิกำลังร่วม ร่วมกับทหารกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ตรวจคนบ้านเป้่าหมายในซอยอินทามระ 10

ผุ้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยที่ถูก จนท.ควบคุมตัว

ส่วนเหตุผลที่ต้องเคลื่อนกำลังพลของคอมมานโด กองปราบ ในการเข้าตรวจค้น เนื่องจากการข่าวพบว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยงที่อาจใช้อาวุธสงครามในการปะทะกับเจ้าหน้าที่ แต่ในการปฏิบัติงานกลับไม่พบอาวุธสงคราม พบเพียงยาไอซ์ พร้อมอุปกรณ์การเสพ และสามารถจับผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดรวม 12 คน ซึ่งเป็นบุคคลตามเป้าหมาย 2 คน

โดยทั้งหมดถูกควบคุมตัวไปทำประวัติที่กองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ เพื่อตรวจสอบรายละเอียด หากพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทางทหารจะส่งตัวให้กับพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ส่วนบุคคลใดที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดจะถูกนำตัวไปปรับทัศนคติ.ยาเสพติดของกลาง

ที่มา>>>Thairath